สจล. ร่วม 16 สถาบันอุดมศึกษา ผนึกกำลังขับเคลื่อน “ศูนย์วิชาการสุขภาวะเขตเมือง” สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปูรณ์ ขวัญสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ ผู้แทนอธิการบดี เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ศูนย์วิชาการสุขภาวะเขตเมือง” ร่วมกับเครือข่าย 16 สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่ายด้านสุขภาวะ เพื่อร่วมกันสร้างเครือข่ายทางวิชาการและขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองที่เอื้อต่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชน ณ ห้องไดมอนด์โดม 1 ชั้น 22 โรงแรมควีนแลนด์ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของเมืองในอนาคตที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพจิต สิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ซึ่งล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลากหลายสาขาในการรับมืออย่างเป็นระบบ
“ศูนย์วิชาการสุขภาวะเขตเมือง” จึงมุ่งเป็นพื้นที่ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และประสบการณ์จากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปเชื่อมโยงกับการพัฒนานโยบายสาธารณะ และสนับสนุนการออกแบบแนวทางการพัฒนาเมืองให้ตอบโจทย์บริบทและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่
การรวมพลังของสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคีด้านสุขภาวะในครั้งนี้ จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนและทำงานร่วมกันระหว่างหลายภาคส่วน ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ไปจนถึงการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อสังคม
สำหรับ สจล. การเข้าร่วมความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของสถาบันในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านเมืองอัจฉริยะมาร่วมสนับสนุนการพัฒนาเมือง พร้อมเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญทางวิชาการกับความต้องการของสังคม เพื่อร่วมสร้างเมืองที่น่าอยู่ มีคุณภาพ และตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา “สุขภาวะเขตเมือง” และสร้างองค์ความรู้ นโยบาย และนวัตกรรมที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาเมืองไทยอย่างยั่งยืนต่อไป


